คู่มือติดตั้งอิฐมวลเบา
อิฐมวลเบา ซีแพค เป็นวัสดุก่อผนังมาตรฐานใหม่
ที่นำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มาผลิตเป็น วัสดุก่อผนังมวลเบา มีลักษณะเป็นคอนกรีตก้อนตันที่มีมวลเบากว่าคอนกรีตทั่วไป
และตัวก้อนจะมีฟองอากาศขนาดเล็ก แบบปิดไม่ต่อเนื่องกระจายอย่างสม่ำเสมอในเนื้อคอนกรีต
และทำให้ใช้ก่อผนังด้วยวิธีก่อบาง 2-3 มม.
ร่วมกับปูนก่อและปูนฉาบอิฐมวลเบาโดยเฉพาะ ซึ่งมีขนาดตามมาตรฐาน กว้าง 20 ซม.
ยาว 60 ซม. และมีความหนา 7.5, 10, 12.5, 15, 20, 25 ซม. สำหรับชั้นคุณภาพ 2 ชนิด
0.5 จะมีความหนาแน่นแห้ง (Dry Density) ไม่เกิน 500
กก./ลบ.ม. และค่ารับกำลังแรงอัด (Compressive Strength.fc)
ไม่น้อยกว่า 30 กก./ตร.ซม. ตามมาตรฐาน มอก. 1505-2541 สำหรับชั้นคุณภาพ 4 ชนิด 0.7
มีความหนาแน่นแห้ง (Dry Density) ไม่เกิน 700 กก./ลบ.ม. และค่ารับแรงอัด (Compressive
Strength.fc) ไม่น้อยกว่า 50 กก./ตร.ซม. ตามมาตรฐาน มอก.1505-2541
วิธีการก่อผนังอิฐมวลเบา ซีแพค
เครื่องมือที่ใช้ในการติดตั้ง
แบ่งได้ 2 ประเภท
เครื่องมือทั่วไป
เครื่องมือเฉพาะ


เครื่องมือเฉพาะที่ใช้ในการก่ออิฐมวลเบา
ประกอบไปด้วย เกรียงก่ออิฐมวลเบา แผ่นเหล็กยึดแรงหัวปั่นปูน เลื่อยตัดอิฐมวลเบา
เหล็กขูดเซาะร่อง เกรียงฟันปลา ค้อนยาง ตามรูปด้านบน ซึ่งอุปกรณ์เฉพาะจะทำให้ผนัง
อิฐมวลเบามีความแข็งแรง ประหยัดต้นทุนของวัสดุสิ้นเปลืองต่างๆ
และช่วยให้งานเสร็จรวดเร็วยิ่งขึ้น
โดยรายละเอียดการใช้งานของแต่ละอุปกรณ์สามารถศึกษาและอ่านข้อมูลได้จาก
ขั้นตอนและข้อแนะนำในการก่อ
สัดส่วนการผสมปูน
1. ผสมปูนก่ออิฐมวลเบา เสือคู่ ในสัดส่วน 1 ถุง ต่อ น้ำสะอาดประมาณ 14-15 ลิต
ผสมให้เข้ากันด้วยหัวปั่นปูนที่ต่อเข้ากับสว่านไฟฟ้า 2-3 นาที
ให้เข้ากันเป็นอย่างดี ควรผสมแค่พอใช้เท่านั้นและควรใช้ให้หมดภายใน 2 ชม.
2.
ผสมปูนฉาบอิฐมวลเบา เสือคู่ในสัดส่วน 1 ถุง ต่อ น้ำสะอาดประมาณ 10-12 ลิตร
ผสมให้เข้ากันด้วยโม่ผสมปูน ให้เข้ากันเป็นอย่างดี ควรผสมแค่พอใช้เท่านั้น
และควรใช้ให้หมดภายใน 2 ชม.
ข้อแนะนำ:
หลังจากผสมแล้วไม่ควรนำปูนที่ทิ้งไว้จนแห้งตัว มาผสมน้ำเพิ่ม แล้วใช้งานต่อ
เพราะจะทำให้การรับกำลังของปูนลดน้อยลง เป็นผลทำให้โครงสร้างไม่แข็งแรง
การก่อ
1. ก่อนทำการก่อต้องตรวจดูแบบก่อนเสมอ สำหรับในบริเวณที่ทำการก่อผนังอิฐมวลเบา
ที่อาจ


2.
ทำความสะอาดบริเวณที่จะทำการก่ออิฐมวลเบาซีแพคให้เรียบร้อย ทำการปรับวางแนวดิ่ง
แนวฉากของการก่อ หลังจากนั้นใช้แปรงสลัดน้ำพอชุ่มในบริเวณที่จะทำการก่อ
และทำความสะอาดเศษฝุ่นที่เกาะบนตัวก้อนให้เรียบร้อย โดยที่ไม่ต้องราดน้ำที่ตัวก้อน
3.
เริ่มการก่อชั้นแรก โดยการใช้ปูนทรายในการปรับระดับ
โดยให้มีความหนาของปูนทรายประมาณ 3-4 ซม.

4.
ผสมปูนก่ออิฐมวลเบา กับน้ำสะอาด โดยใช้หัวปั่นปูน ตามคำแนะนำในหัวข้อ
สัดส่วนการผสมปูน
5.
ก่อก้อนแรกโดยให้ป้ายปูนก่อบริเวณด้านข้าเสาและด้านล่างก้อนด้วยเกรียงก่ออิฐมวลเบา
โดยมีความหนาของปูนก่อเพียง 2-3 มม. ระหว่างตัวก้อน



6. เริ่มก่อขั้นแรก
โดยใช้ค้อนยางปรับให้ได้ระดับตามแนวเอ็นที่ระดับตามแนวเอ็นที่ขึงไว้
และใช้ระดับน้ำในการช่วยจัดให้ได้ระดับ


7.
ก่อก้อนที่สอง โดยใช้เกรียงก่อ ป้ายปูนก่อด้านข้างและด้านล่างของก้อน โดยให้มีความหนา
2-3 มม. และปรับระดับด้วยค้อนยางให้ได้ระดับเดียวกัน
หลังจากนั้นก่อก้อนต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยวิธีการเดิมจนครบแนวก่อชั้นแรก
เมื่อจำเป็นต้องตัดตัวก้อนอิฐมวลเบา ให้วัดระยะให้พอดี
และใช้เลื่อยตัดอิฐมวลเบาในการตัดตัวก้อน โดยหากตัดแล้วไม่เรียบหรือไม่ได้ฉาก
ให้ใช้เกรียงฟันปลาไสแต่งตัวก้อน
และถ้าต้องการขัดอย่างละเอียดเพื่อให้ตัวก้อนเรียบมากขึ้น
ให้ใช้เกรียงกระดาษทรายขัดให้เรียบขึ้นได้



8.
ก่อชั้นต่อไปโดยต้องก่อในลักษณะสลับแนวระหว่างชั้น
และมีการขึงแนวก่อนการก่อ โดยแนวที่เหลื่อมกันมีระยะไม่น้อยกว่า 10 ซม.
แต่ละก้อนให้ป้ายปูนก่อรอบก้อน หนา 2-3 มม.
ซึ่งต้องใส่ปูนก่อให้เต็มตลอดแนวและหากใช้ไม่เต็มก้อนให้ใช้เลื่อยตัดให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ
9. ปลายก้อนที่ก่อชนเสาโครงสร้าง
หรือเสาเอ็นจะต้องยึดด้วยแผ่นเหล็กยึดแรง Metal strap ที่งอฉาก ยาวประมาณ 15-20
ซม. เข้ากับโครงสร้างด้วยตะปูคอนกรีต หรือพุกสกรู ทำเช่นนี้ทุกระยะ 2 ชั้น ของก้อน


10.
ก่อก้อนถัดไปด้วยวิธีการเดียวกับชั้นแรก จนจบแนวชั้นที่สอง
จากนั้นก็ก่อชั้นต่อๆ ไปด้วยวิธีการเดียวกันจนแล้วเสร็จ
ข้อแนะนำในการก่อ
1. มุมกำแพงทุกมุมกรณีไม่ทำเสาเอ็น ค.ส.ล.
ให้ก่อประสานเข้ามุม (Interlocking)
ทั้งนี้ผนังต้องมีระยะไม่เกินข้อมูลตามตารางด้านล่าง
และปลายกำแพงที่ยื่นออกมาเสาเกินกว่า 1.50 ม. (ยกเว้นกรณีใช้ตัวก้อนอิฐมวลเบา หนา
7.5 ซม. ต้องทำเสาเอ็น ค.ส.ล. ทุกขนาดพื้นที่ ที่ก่อไม่เกิน 10 ตร.ม.)
พื้นที่สูงสุดของผนังอิฐมวลเบา
โดยไม่ต้องมีเสาเอ็น / ทับหลัง ค.ส.ล.
|
ความสูง (เมตร) |
ความยาวสูงสุดของผนังโดยไม่ต้องมีเสาเอ็น
/ ทับหลัง ค.ส.ล. (เมตร) |
|||||
|
ความหนาอิฐมวลเบา
(เซนติเมตร) |
||||||
|
7.5 |
10 |
12.5 |
15 |
17.5 |
20 |
|
|
2.5 |
4.2 |
6.3 |
8.0 |
10.0 |
10.5 |
10.5 |
|
2.75 |
3.7 |
6.0 |
7.0 |
9.5 |
10.5 |
10.5 |
|
3 |
3.4 |
5.7 |
6.6 |
8.2 |
10.0 |
10.5 |
|
3.25 |
3.0 |
4.9 |
6.0 |
7.5 |
9.0 |
10.5 |
|
3.5 |
2.0 |
4.5 |
5.3 |
7.0 |
8.0 |
10.5 |
|
3.75 |
- |
3.5 |
4.8 |
6.4 |
7.0 |
10.0 |
|
4 |
- |
3.0 |
3.8 |
5.5 |
6.0 |
9.5 |
|
4.5 |
- |
1.5 |
2.5 |
4.0 |
5.5 |
9.0 |
|
5 |
- |
- |
1.5 |
3.2 |
5.0 |
7.5 |
|
5.5 |
- |
- |
- |
2.5 |
4.0 |
6.0 |
|
6 |
- |
- |
- |
- |
3.0 |
5.0 |
2.
การก่อผนังให้ก่อชนท้องคานหรือท้องพื้นทุกแห่ง โดยเว้นช่องไว้ประมาณ 2-3 ซม.
แล้วอุดปูนทรายตลอดแนวและยึดแผ่นเหล็กยึดแรงหรือ Metal strap ที่ท้องพื้นหรือท้องคานไว้ทุกระยะไม่เกิน
1.20 ม. สำหรับผนังที่ก่อสูงไม่ชนท้องคานหรือพื้นทุกแห่ง จะต้องทำทับหลัง ค.ส.ล.
3. การก่อผนังที่ชนกับท้องพื้นโครงสร้างอาคาร
ซึ่งมีโอกาสแอ่นตัวลงมาได้ ตามหลักการใช้งานก่อสร้างบางประเภท เช่น พื้นระบบ Post Tension หรือโครงสร้างเหล็ก
จะต้องเว้นช่องว่างที่ส่วนบนไว้ประมาณ 2.5-4 ซม.
แล้วเสริมวัสดุที่มีความยืดหยุ่นตัว เช่น โฟม, แผ่นยาง หรือ Fiber Glass ปิดก่อนฉาบทับและทำการเซาะร่องตามแนวรอยต่อ
ข้อแนะนำในการใช้ แผ่นเหล็กยึดแรง Metal strap กับการก่อผนังอิฐมวลเบา
ซีแพค
1. ควรมีระยะฝังของ Metal strap ในตัวก้อนไม่น้อยกว่า 1
ใน 3 ของความยาวก้อน
2.
ใช้เหล็กขูดเซาะร่อง ขูดตัวก้อนให้มีความยาว มากกว่าความยาวของระยะผังเหล็ก
Metal strap ประมาณ 1 ซม. และมีความลึกของร่องขุดประมาณ 5 มม.
3.
วางแผ่นเหล็กยึดแรง Metal strap (ที่ดัดฉากแล้ว) ตามร่องที่ขูดไว้ และใช้ตะปูชนิดตอกคอนกรีต 1 นิ้ว ตอกยึด
Metal strap เข้ากับตัวโครงสร้าง
4.
การก่อแบบประสานมุม (Interlocking) สามารถทำได้เมื่อใช้อิฐมวลเบา หนา 10 ซม. ขึ้นไป ให้ตอกตะปู ขนาด 1 นิ้ว ยึดแผ่นเหล็ก Metal
strap กับตัวก้อนอิฐมวลเบา โดยใช้ตะปู 2 ตัว
ยึดหัวและท้ายแบบทแยงกัน
หมายเหตุ
: การติดตั้งแผ่นเหล็กยึดแรง Metal
strap จะต้องติดทุกๆ ระยะ 2 ของการก่ออิฐมวลเบา
วิธีการติดตั้งคานทับหลังสำเร็จรูป (Lintel)
สำหรับผนังอิฐมวลเบาที่มีความหนา
10 ซม.ขึ้นไปนั้น สามารถใช้ทับหลังสำเร็จรูปของ ซีแพค แทนการหล่อทับหลัง
ค.ส.ล.ได้
โดยวางทับหลังสำเร็จรูปลงบนตัวก้อนอิฐมวลเบาทั้งสองด้าน
(ไม่ให้น้ำหนักถ่ายลงบนวงกบโดยตรง) โดยต้องมีระยะนั่งของบ่าทั้งสองด้านเพียงพอ
ตามตาราง ทั้งนี้ขนาดมาตรฐานของคานทับหลังสำเร็จรูปของ ซีแพค มีความยาวตั้งแต่
1.20 ม. จนถึง 3.60 ม. ทุกๆ ช่วง 0.30 ม. ความหนา 10, 12.5 และ 20 ซม.
|
ขนาดช่องเปิด B |
ระยะนั่งต่ำสุด A |
|
น้อยกว่า
1.00 ม. |
0.15 ม. |
|
1.00
-
1.90 ม. |
0.20 ม. |
|
2.00
-
3.00 ม. |
0.30 ม. |

การฝังท่อร้อยสายไฟหรือท่อประปา
1.
กำหนดแนวที่ต้องการฝังท่อ โดยใช้ดินสอขีดทำเครื่องหมายลงบนผนังอิฐมวลเบา หรือใช้เต๊าตีเส้น
โดยมีขนาดทีใกล้เคียงกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ
2.
ใช้มอเตอร์เจียที่เป็นใบพัดแบบตัดคอนกรีต ตัดตามแนวที่กำหนดไว้
ให้มีความลึกเท่ากับขนาดท่อ โดยความลึกสูงสุดไม่ควรเกิน 1 ใน 3
ของความหนาของตัวก้อน
3.
ใช้สิ่วตอกเพื่อแซะเนื้อของตัวก้อนอิฐมวลเบาออกตามแนวที่ได้เจียไว้
แล้วใช้เหล็กขูดเซาะร่องขูดเก็บส่วนที่ยังมีเศษติดค้างอยู่ให้เรียบร้อย
พร้อมที่จะใส่ท่อร้อยสายไฟ หรือท่อประปา


วิธีการฉาบ ผนังอิฐมวลเบา ซีแพค
การเตรียมพื้นผิว
ใช้แปรงตีน้ำหรือไม้กวาดปาดและทำความสะอาดเศษผงที่ติดอยู่บนผนังอิฐมวลเบาให้หมด
และหากมีรอยแตกบิ่นให้อุดด้วยปูนก่อเสียก่อน แล้วทั้งไว้ให้แห้งก่อนที่จะทำการฉาบ
จากนั้นให้ราดน้ำที่ผนังให้ชุ่มประมาณ 2 คร้ง แล้วทิ้งให้ผนังดูดซับน้ำ
จึงเริ่มขั้นตอนการฉาบผนังอิฐมวลเบา


การฉาบ
การฉาบผนังอิฐมวลเบา
ซีแพค จะใช้ปูนฉาบอิฐมวลเบาตราเสือคู่ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ มีแรงยึดเกาะสูง
เนื้อละเอียด เหนียวลื่น มีความอุ้มน้ำสูง ทำให้ไม่แตกร้าว โดยการฉาบ
จะฉาบด้วยความหนาเพียง 0.5 1.0 ซม. เท่านั้น ไม่ควรฉาบหนาเกิน 1.5 ซม. โดยปูนหนึ่งถุงน้ำหนัก
50 กก. นั้น ใช้น้ำสะอาด 10-12
ลิตรผสม ได้พื้นที่ ฉาบประมาณ 2.8-3 ตร.ม.
วิธีฉาบปูน
1.
ควรฉาบให้มีความหนาปูนฉาบเพียง 0.5-1.0 ซม. ให้ทำการฉาบ 2 ชั้น
ชั้นละประมาณครึ่งหนึ่งของความหนาทั้งหมด
2.
เมื่อฉาบชั้นแรกแล้วให้ทิ้งไว้ให้หมาด แล้วฉาบชั้นที่สองต่อ
จนได้ความหนาที่ต้องการ หลังจากนั้นแต่งผิวให้เรียบตามวิธีปกติ


ข้อแนะนำในการฉาบ
1. การฉาบปูนบนผนังอิฐมวลเบา โดยฉาบเป็นชั้นเดียวแล้วตีน้ำเลยนั้น
ทำได้เฉพาะกรณีที่ฉาบหนาไม่เกิน 1.5 ซม. ถ้าเกินกว่านี้ อาจส่งผลให้เกิดการแตกร้าวที่ผิว
เนื่องจากการหดตัวของปูนฉาบ
2.
การฉาบหนากว่า 2 ซม. ต้องแบ่งฉาบชั้นละประมาณ 1-2 ซม.
และติดลวดตาข่ายระหว่างชั้นเพื่อป้องกันการแตกร้าวในกรณีหนากว่า 4 ซม.
3.
ก่อนฉาบให้ติดลวดหรือพลาสติกตาข่าย ตามบริเวณมุมวงกบประตู, หน้าต่าง, รอยต่อเสา
รวมถึงบริเวณที่มีการขุดเซาะร่องเพื่อฝังท่อสายไฟหรือท่อน้ำ
เพื่อลดปัญหาการแตกร้าวจากการฉาบ


ข้อแนะนำในการเจาะและยึดแขวนวัสดุ
หลังจากทำการฉาบผนังอิฐมวลเบาเรียบร้อยแล้ว
หากต้องการตอกตะปูเพื่อใช้ในการยึดแขวนวัสดุหรือของใช้ต่างๆ ให้ฝังในพุกไนล่อนหรือพุกเหล็ก
ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดตะปูให้แน่นได้เป็นอย่างดี



แสดงรูปร่างของพุกไนล่อน UX แสดงรูปร่างของพุกไนล่อน
SX
แสดงรูปร่างของพุกเหล็ก FMD

